หน้าแรก เว็บบอร์ด ตลาดซื้อ-ขาย 302 คลีนิค บทความ รายชื่อสมาชิก ร้านค้า คลังกระทู้
 

 
ห้องบทความ I บทความก่อนหน้านี้ I บทความต่อไป
ต้องการอ่านตอนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
 
ตอนที่ 7 ครอสบรีดอะไรหว่า?...มีชื่อย่อว่า “BP”-???

ผมเคยแอบอมยิ้มเวลาที่เห็นนักเลี้ยงปลาหลาย ๆ ท่านทำหน้าเหมือนแมวสงสัย เมื่อได้เจอกับชื่อปลาแปลกๆ บางคนถึงกับบ่นออกมาว่า …
“อะไรของมัน(ฟร่ะ) ปลาหมอสี FH-? , ปลาหมอสี RT-? , ปลาหมอสี SRS-?”

ส่วนคนที่ชอบชมปลาออนไลน์ผ่านทางอินเตอร์เน๊ตบ่อย ๆ คงจะรู้ดีว่า มันคือตัวย่อของ ปลาหมอสีครอสบรีดแต่ละสายพันธุ์ เช่น… Flower Horn ก็จะย่อสั้น ๆ ให้พิมพ์ถนัดมือว่า.. “FH” / ส่วนเท็กซัสแดง หรือ Red Texas ก็จะใช้ “RT” / หรือ.... ซุปเปอร์เรดซิน ( Super Red Syn ) ก็จะใช้ “SRS”

~~~ อ้าวววว!......แล้วชื่อย่อมันมาเกี่ยวอะไรกับคอลัมน์ครอสบรีดตอนนี้ล่ะ??? คราวนี้จะเขียนเรื่องชื่อย่อของปลาหมอสีครอสบรีดรึไง? หุหุหุ เนื้อที่ในคอลัมน์ผมก็มีไม่เยอะไม่น้อย ถ้าเอาเรื่องนั้นมาเขียนล่ะก้อ! ผู้อ่านคงต้องมือแฉะกันแน่เลยครับ เพราะมันจะมีแต่น้ำ แต่จะบอกว่า ก็เพราะชื่อย่อนี่แหล่ะครับ ที่มันดันจุดประกายให้ผมได้ลงมือเขียนต้นฉบับของ คอลัมน์ครอสบรีดใน Aqua ฉบับนี้ครับ!

เผอิญว่า...บ่ายวันนี้ผมนั่งเปิดเวปไซท์ของต่างประเทศเพื่อหาข้อมูลของปลาต่าง ๆ มาประดับสมองอีกเช่นเคย แล้วผมก็ต้องทำหน้า “แมวสงสัย?” ไม่ใช่เพราะว่าแปลไม่ออกนะครับ แต่ที่ทำหน้าสงสัยเพราะ ในเวปบอร์ดนี้ มีคนโพสต์เกี่ยวกับปลาหมอสีครอสบรีด “ BP ” กันเยอะ! เอ๊ะ!!!...แล้ว.. BP มันคืออะไรกันหว่า? ผมเองก็เลี้ยงครอสบรีดมาตั้งนาน ไม่ยักกะคุ้นชื่อแฮะ! (...คิดไปคิดมาชื่อ BP เท่าที่สมองน้อย ๆ ของผมรู้จักก็คือ ชื่อโต๊ะ ๆ หนึ่งในสังคมของ pantip.com มีชื่อเต็มว่า Blue Planet ...ซึ่งมันคงไม่เกี่ยวกับปลาหมอสีครอสบรีดแน่ ๆ !!!!) อารมณ์งุนงง สงสัย และไล่อ่านไปเรื่อย ๆ จนร้องอ๋อออออออ เมื่อได้เห็นรูปที่เค้าโพสต์ ๆ กัน อ่ะธ้อ~!!! ที่แท้เจ้า BP นั้นไม่ใช่ปลาแปลก ปลาใหม่อะไรเล๊ยย ย ย มันคือ ปลาที่เรา ๆ ท่าน ๆ คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วครับ ชื่อเต็ม ๆ ของเค้าคือ Blood Parrot หรือที่เรารู้จักกันดีว่า ปลาหมอสีนกแก้ว นั่นเอง~!!!

ชาติกำเนิดของปลาหมอสีนกแก้ว ว่ากันว่าเริ่มต้นที่ไต้หวัน และมีการนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยร่วม10ปีมาแล้ว ซึ่งช่วงนั้นตามร้านขายปลาแถวบ้านผมมักจะนำมันมาวางขาย ประกบข้างตู้อยู่คู่กับมาลาวีเสมอ....(ไม่รู้ทำไม?) สนนราคาตอนนั้น ก็ได้แต่ซี้ดซ้าด เพราะ ราคาต่อตัวยังหลายพันเอาเรื่องอยู่ ลักษณะเด่นที่ใครเห็นก็ต้องสะดุด คือ รูปร่างที่กลมป้อมบ้องแบ๊ว สีสันที่แดงสดใส ปากที่ดูจู๋ ๆ หุบไม่สนิท และมีหน้าตาที่ตลกผิดกับปลาตัวอื่น ๆ ลักษณะหน้าของ “ปลาหมอสีนกแก้ว”จะหัก ๆ งุ้ม ๆ คล้ายนกแก้ว(ผมหมายถึง...นกแก้วจริง ๆ ที่สามารถบินและพูดเลียนแบบมนุษย์ได้นะครับ หุหุ) ...ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของชื่อ”ปลาหมอสีนกแก้ว”เค้าล่ะครับ

ปลาหมอสีนกแก้ว ช่วงที่ตามร้านขายปลานำมาขายกันจนฮือฮาและได้ชื่อว่าแปลก ใหม่ ไม่เหมือนใคร เมื่อหลายปีก่อนนั้น เป็นนกแก้วเลิฟ (Love Heart Blood Parrot Cichild) คือมีรูปร่างหน้าตาก็ปกติดีเหมือนปลาหมอสีนกแก้วทั่วไป แต่ความไม่ปกติของมันอยู่ที่ว่ามัน “ไม่มีหาง” ในส่วนนี้คงไม่ขออธิบายลักษณะอะไรมาก เพราะ ดูรูปเปรียบเทียบเอาจะเข้าใจได้ง่ายกว่า (จริง ๆ ผมว่า เราก็คุ้นเคยกันดีอยู่แล้วแหล่ะ!) หากจะว่ากันตามความจริง ปลาหมอสีนกแก้ว ถือว่าเป็นปลาหมอสีครอสบรีด ที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศมากที่สุดและต่อเนื่องยาวนานที่สุดในเชิงการค้าด้วยซ้ำไป

 

* ขอเล่าถึงเรื่องราวเก่า ๆ ในสมัยครั้งกะนู้นของเจ้าปลาหมอสีนกแก้วให้ฟังกันหน่อยนะครับ-! ครั้งหนึ่งเจ้าปลาปากจู๋ตัวกลมชนิดนี้ได้เคยทำให้เกิดประเด็นสุด HOT ขึ้น ในวงการปลาสวยงาม จนทำให้นักเลี้ยงปลาบางก๊วนถึงกับแยกกลุ่มมาถกเถียงกันหน้าดำหน้าแดงมาแล้ว 2ประเด็นที่ว่าก็คือ….

1. เมื่อเทียบกับปลาตามธรรมชาติแล้ว รูปร่างรูปทรงทรงกลม ๆ ป้อม ๆ และปากจู๋ ๆ ของปลานกแก้วนั้น มันออกจะน่ารักเกินปกติ ทำให้เหล่านักเลี้ยงปลาบางท่านเกิดอารมณ์สงสัยและสงสาร จึงตั้งคำถามขึ้นมาว่า .... รูปร่างผิดรูป-ผิดแบบ..เช่นนี้ อวัยวะภายในของมันจะสามารถทำงานได้อย่างปกติหรือไม่? .....มันจะเป็นปลาที่เข้าข่ายพิการไม่สมประกอบรึเปล่า? หรือ... ด้วยปากหุบไม่สนิทแบบนี้ และรูปร่างที่อ้วนกลมแบบนี้ ....จะทำให้มันกินได้อย่างไร? .....จะโตได้อย่างไร? .....จะว่ายได้อย่างไร? และ สุดท้าย... มันจะมีโอกาสรอดชีวิตไปจนโตได้นานซักแค่ไหน? ด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดในขณะนั้น นักเลี้ยงปลาบางกลุ่มที่มีทัศนคติ และความคิดเห็นไม่ตรงกัน จึงออกมาโต้แย้งกันค่อนข้างดุเดือด

- จากประเด็นร้อนแรงที่เคยถกกันนั้น ในเวลาต่อมาเจ้าปลาหมอสีนกแก้วได้พิสูทธิ์ตัวมันเองแล้วว่า มันสามารถกิน ว่าย และ โตได้ตามปกติ อย่างไม่มีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการกิน จัดว่าอยู่ในระดับชูชกยังอายเลยทีเดียวครับ


2. นกแก้วเลิฟ ที่เกิดมาไร้หางนั้น ....เป็นเพราะฝีมือมนุษย์ที่กุดหางมัน หรือเพราะ ฝีมือของธรรมชาติ?

- เชื่อไม๊ครับ??? เมื่อก่อนแค่ประเด็นที่ว่านกแก้วเกิดมาแล้วหางกุดเพราะ ถูกคนตัด หรือกุดเพราะเกิดมาเป็นแบบนั้นเอง! ทำเอาคนถียงกันจะเป็นจะตายมาแล้วนะครับ เหอ ๆ ๆ ๆ (ผมเห็นมากะตาเมื่อหลายปีก่อน) ปลานกแก้วโดยปกติจะมีหางเหมือนปลาทั่ว ๆ ไป แต่ปลาครอสบรีดทรงสั้นนั้นมักจะมีปัญหาเรื่อง ตัวคด ข้อหางบิด ข้อหางงอ ปะปนกันมาอยู่แล้ว ทีนี้ผู้เพาะเลี้ยงคงเห็นว่า ปลามีตำหนิเรื่องข้อหางเสียซะหลายตัว เลยลองมาทำการตัดข้อหางดูตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ผลคือ แผลที่โดนตัดดันมาประสานเชื่อมกันอย่างประจวบเหมาะกลายเป็นรูปหัวใจ.... โดนใจตลาดไปซะงั้น!!! จากนั้นนกแก้วธรรมด๊า-ธรรมดาที่ข้อหางเสีย เลยได้รับการติดยศให้ใหม่อย่างไม่เป็นทางการ กลายเป็น “นกแก้วเลิฟ” โดยที่ตัวมันเองคงมิได้เรียกร้องหรือสมัครใจ!!!
ผู้เพาะพันธุ์บางคนจะคัดเฉพาะปลาที่ข้อหางเสียเพิ่มมูลค่โดยนำมาทำการตัดแต่งหางทำเป็นนกแก้วเลิฟขาย!! แต่ไม่ใช่ว่านกแก้วที่มีหางปกติจะแอบถอนหายใจ “ ฟู้ววว~!! โล่งอก” ได้นะครับ เพราะปัจจุบันความต้องการนกแก้วเลิฟในท้องตลาดมีสูงขึ้น แต่ปลาดันพิการออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด งานนี้ปลาร่างกายสมบูรณ์อยู่ดี ๆ ก็มีสิทธิโดนหางเลขโดนจับกุดหางได้เช่นกันครับ....อืมมมม~!!


กระบวนการกุดหางนกแก้วไม่มีอะไรมาก ช่วงที่ปลาเล็ก ๆ อยู่นั้น ผู้ตัดจะเอาข้อหางของนกแก้วสอดไต้คมของกรรไกรตัดเล็บ (เหมือนในหนังฝรั่ง ที่เอาคอนักโทษ มาพาดใต้คมมีด(กิโยติน)เพื่อตัดคอ)..... เมื่อคมของกรรไกรตัดเล็บถูกบีบลงไปตามแรงกด จนอวัยวะที่ธรรมชาติให้มาโดนตัดขาดไปพร้อมรอยเลือด จากนกแก้วพิการ ก็จะได้บรรดาศักดิ์ใหม่ว่า “นกแก้วเลิฟ” ทันที!!!

สรุปได้ว่า นกแก้วเลิฟ เป็นปลาที่ผ่านการเสียเลือดเสียเนื้อ โดยถูกมนุษย์กุดหางอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะถึงมือผู้เลี้ยง พอได้รู้แบบนี้แล้ว หลายคนบอกว่าเกิดอาการไม่อยากเลี้ยงนกแก้วเลิฟไปเลยอ่ะครับ ........สงสารมัน!!!!

ในสมัยก่อน พ่อแม่พันธุ์ของปลาหมอสีนกแก้วจะถูกปิดเป็นความลับทางการค้า โดยไม่ให้ผู้อื่นได้ล่วงรู้เด็ดขาดว่าใช้ปลาอะไรผสมเข้ากับปลาอะไร ถึงจะได้ปลาหมอสีนกแก้ว แม้ตอนนั้นจะไม่รู้ที่มาอย่างชัดเจน แต่ปลาหมอสีนกแก้วก็ถูกจัดให้เข้าไปเป็นหนึ่งในครอบครัว Cichlidae (ซิคลิดดี) เป็นที่เรียบร้อย และถึงแม้ว่าปลาหมอสีนกแก้วจะไม่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ไม่น่าน้อยอกน้อยใจอะไร พราะในระดับสากลมีชื่อให้เรียกแทนตัวมันอีกตั้งหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Love Heart Blood Parrot Cichild (นกแก้วเลิฟ) , Red Blood Parrot Cichild , Purple Blood Parrot Cichild , Red Parrot , Hybrid Parrot Cichlid หรือที่นิยมเรียกกันในระดับสากลมากที่สุดคือ Blood Parrot ซึ่งก็คือชื่อย่อ “ BP ” ที่ทำให้ผมงง ๆ ในตอนต้นนั่นเอง

ความลับไม่มีในโลก~!!!! โวหารแห่งสัจธรรมยังคงเป็นจริงเสมอ เมื่อวันดีคืนดี เทคนิคการกำเนิดของปลาหมอสีนกแก้วได้รั่วไหลออกมาเข้าหู สาธารณะชนคนทำปลาจนได้ ในช่วง”ความลับ”รั่วไหลแรก ๆ นั้น ยังมีความคลุมเครือกันอยู่ ไม่รู้ว่าสูตรไหนชัวร์ สูตรไหนมั่วนิ่ม เพราะบอกกันปากต่อปากกันซะหลากหลายวิธี ใครไคร่อยากจะลองสูตรไหนก็ลองกันเข้าไป บ้างก็ว่าใช้ “ปลาหมอสีเซเวอรุ่ม”(Cichasoma severum) ผสมกับ “ปลาหมอสีเรดเดวิล”(Chasoma Citrinellum) บ้างก็ว่าใช้ “ปลาหมอสีเรดเดวิล” ผสมกับ “ปลาหมอสีซินสไปลุ่ม”(Cichasoma Synspilum) หรือ บางก็ว่าใช้ “ปลาหมอสีไตรมาคูเลตัส”(Hippocampus trimaculatus) ผสมกับ “ปลาหมอสีเรดเดวิล”

.....แต่สูตรสำเร็จที่เป็นที่รู้ ๆ กันดีของเหล่านักทำปลาในปัจจุบันก็คือ คู่ของ ปลาหมอสีเรดเดวิล x ปลาหมอสีซินสไปลุ่ม นั่นเอง!!!!
การเพาะพันธุ์ปลาหมอสีนกแก้วโดยใช้ ปลาหมอสีเรดเดวิล ผสมกับ ปลาหมอสีซินสไปลุ่ม นั้น ลูก ๆ ในครอกเดียวกันที่จะได้ออกมา ไม่ใช่มีเพียงแค่ปลาหมอสีนกแก้วเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้ผลิตผลชนิดอื่น ๆ อีกด้วย นั่นก็คือ ปลาหมอสี ซินแดง(Red Synspilum) และ ปลาหมอสี คิงคอง (Kingkong Blood Parrot)

ปลาหมอสีซินแดงจะคล้ายกันกับปลาหมอสีSuper Red Syn (แต่ลำดับการผสมของสายพันธุ์นั้น...คนละเรื่องกันเลย) แตกต่างกันนิดหน่อยที่ช่วงสันหัวของซินแดงนั้นจะโค้งมนเหมือนลักษณะส่วนโค้งของมีดปังตอ ซึ่งผมจะไม่ขอกล่าวถึงเจ้าซินแดงในตอนนี้เพราะมันจะหลุดออกจากเรื่องของนกแก้วมากเกินไป แต่ผมจะขอพูดถึงเจ้าคิงคอง พี่น้องท้องเดียวกันกับนกแก้ว เพราะ มันมีส่วนคล้ายกับนกแก้วที่สุด แต่จะต่างกันเพียงแค่ลักษณะของปากเท่านั้น การแยกแยะว่าตัวไหนคือนกแก้ว ตัวไหนคือคิงคองนั้นดูได้ไม่ยากครับ สามารถดูได้ภายในไม่กี่วินาที ไวกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก โดยดูจากช่วงปาก(ล่าง)ของนกแก้ว จะมีลักษณะเป็นรูป3เหลี่ยมที่ด้านแหลมชี้ลงด้านล่าง ปากจะดูห่อ ๆ และหุบไม่สนิทเหมือนคนโดนต่อยปากเจ่อ (หรือเรียกว่าปากจู๋) ส่วนคิงคองนั้น ปากจะปิดได้สนิทเหมือนกับปลาทั่วไปครับ นอกจากความต่างทางด้านร่างกายแล้ว ความต่างทางด้านราคายังต่างกันอยู่พอสมควร เนื่องจากในการผสม 1ครอกปริมาณลูกปลาที่ได้ลักษณะแบบคิงคองนั้นมีน้อยกว่านกแก้วมาก เมื่อมีปริมาณอยู่น้อย แต่ท้องตลาดยังมีความต้องการอีกมาก ราคาย่อมสูงกว่าปกติเป็นธรรมดา

แต่เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่า...เค้าต้องการเอาคิงคองไปทำอะไรกัน?…ทำไมคิงคองถึงมีราคาสูงกว่านกแก้ว? เก็บเอาข้อสงสัยนี้ทดไว้ในใจก่อน แล้วเมื่ออ่านต่อไปเรื่อย ๆ ผมจะย้อนกลับมาบอกคำตอบให้ทราบอีกครั้งครับ!

*ปากจู๋ ๆ ลักษณะเหมือน 3เหลี่ยมกลับหัว หุบไม่ลงนี่แหล่ะครับ ปากของนกแก้ว (การดูที่ปาก เป็นการแยกชนิดแบบคร่าว ๆ ซึ่งจริง ๆ ถ้ามองกันอย่างละเอียด ต้องดูเรื่องรูปทรงประกอบด้วยครับ)

ในช่วงที่คนไทยได้รู้จักกับปลาหมอสีครอสบรีดที่ผลัดกันมาฟู่ฟ่านานาชนิด ความใกล้ตัวอาจจะทำให้นักเลี้ยงปลาหลาย ๆ ท่านแทบจะลืมไปแล้วว่า ปลาหมอสีนกแก้วก็เป็น 1 ปลาหมอสีครอสบรีดที่ผ่านการข้ามสายพันธุ์มาเช่นกัน แม้ว่าครั้งหนึ่งจะเคยรุ่งเรืองมีราคาค่าตัวถึงตัวละหลายพันบาท จนถึงปัจจุบัน มีราคาแค่ หลักสิบ หลักร้อย หรือ ทะลุหลักพันไม่มาก แต่สุดท้ายและท้ายสุดเมื่อเราย้อนหันกลับมามองปลาหมอสีครอสบรีดพื้น ๆ ตัวนี้ เราอาจจะนึกได้ว่า ปลาหมอสีนกแก้วมีระดับราคาที่อยู่ตัวแล้ว และก็ยังคงเป็นปลาที่มีความต้องการจากตลาดปลาอยู่เสมอ ช่วงราคาจะตกก็ตกไม่มาก แต่เวลาที่ของขาดตลาด ราคากลับโดดขึ้นมาได้พอสมควรเลยล่ะครับ ......โดยเฉพาะ “ตัวเมีย” ~!!!

หากสังเกตให้ดี ๆ จะพบว่าปลาหมอสีนกแก้วตัวเมียนั้น จะมีราคาสูงกว่าตัวผู้พอสมควร ถามว่าทำไม? คำตอบก็คือ นกแก้วตัวเมีย สามารถนำไปประโยชน์อื่น ๆ ได้อีก นอกเหนือจากการเลี้ยงไว้เพื่อชื่นชมการว่ายที่ดุ๊กดิ๊กสวยงามและน่ารัก ประโยชน์อื่น ๆ ที่ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังก็เช่น เป็นตัวเทสเชื้อปลาหมอสีตัวผู้ที่ดี เพราะ นกแก้วเป็นปลาที่จัดว่าไข่บ่อยมาก ๆ ภายใน 2เดือน นกแก้วสามารถไข่ได้บ่อยถึง 3-5ครั้ง แล้วแต่ขนาดและความสมบูรณ์ ดังนั้นหากผู้เพาะพันธุ์ต้องการเทสเชื้อปลาตัวผู้ตัวไหน ก็สามารถนำมาจับคู่กับนกแก้วได้สบาย ๆ เนื่องจากรอเพียงไม่นานก็สามารถรู้ผลได้แล้ว
นอกจากไข่บ่อยแล้ว ผลพลอยได้อีกทางหนึ่งก็คือ ระหว่างลองเทสเชื้อไม่ต้องห่วงว่า พ่อพันธุ์ปลาตัวผู้ ที่คุณอาจจะซื้อมาในราคาแสนแพงจะช้ำ เนื่องจากโดนตัวเมียฟัดระหว่างทำการต่อสู้ขัดขืน ในการต่อสู้นั้นนกแก้วตัวเมียซึ่งมีปากจู๋ ๆ ไม่สามารถจะกัดหรือทำร้ายเจ้าตัวผู้จัง ๆ ได้ ทำให้อาการพุ่งเข้ากัด แลดูเหมือนการพุ่งเข้าโหม่งหรือตอดซะมากกว่า ซึ่งสำหรับปลาตัวผู้อกสามศอกนั้น การโหม่งของนกแก้วสาว ก็เสมือนกำปั้นน้อย ๆ ที่คอยทุบยอด-อกชายหนุ่มเวลางอนเท่านั้นเอง หุหุหุ...แต่อย่าประมาทนะครับ เพราะ ช่วงเวลาที่ตัวเมียใกล้จะวางไข่นั้น ค่อนข้างจะมีความดุร้ายเป็นพิเศษ ซัดจนตัวผู้นอนเอียงก็มีมาแล้ว ดังนั้นจึงควรเลือกตัวเมียที่มีขนาดเล็กกว่าตัวผู้พอสมควร~!!!!

ประโยชน์ที่สำคัญสุด ๆ ของนกแก้วตัวเมียอีกอย่าง คือ สามารถนำมาพัฒนาสายพันธุ์ปลาชนิดอื่น ๆ ต่อไปได้ โดยเฉพาะลูกปลาที่ต้องการให้มีการลอกสีผิวแล้วเนื้อแดง บรีดเดอร์หลาย ๆ คนหากต้องการพัฒนาปลาสายลอกสีแล้วเนื้อแดงมักจะนึกถึงเจ้านกแก้วเป็นอันดับต้น ๆ ....และในจุดนี้ ผมคงจะรู้สึกผิดมาก ๆ ถ้าไม่ได้เอ่ยให้เครดิตกับแม่พันธุ์นกแก้วในเชิงการพัฒนาสายพันธุ์ว่า....ปลาหมอสีนกแก้วนี่แหล่ะครับ ที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาของปลาหมอสีครอสบรีดเงินล้านมาแล้ว! ...นั่นก็คือเจ้า “Red Texas” ที่เราเพิ่งจะได้คุยกันในฉบับที่แล้วนั่นเองครับ~!!!

เมื่อคุยกันจนถึงเรื่องการใช้นกแก้วตัวเมียมาพัฒนาสายพันธุ์แล้ว คงต้องย้ำกับเพื่อน ๆ มือใหม่ซักหน่อยว่า ปลาหมอสีข้ามสายพันธุ์เนี่ย โดยปกติตัวผู้มัน ไม่มีเชื้อ ไม่มีน้ำจิ้ม จะเอามาทำลูก บ่ ได้ดอกน่ะครับ~! เมื่อเอาตัวผู้มาทำลูกไม่ได้ ที่พอทำได้ก็แค่เอามาเลี้ยงโชว์ได้อย่างเดียว…..ในกรณีนี้ครอบคลุมถึงเจ้านกแก้วตัวผู้ด้วยอ่ะครับ~! (ยังมีหลายคนเข้าใจว่าลูกปลาหมอสีนกแก้ว ผสมโดยใช้นกแก้วตัวผู้มาเข้าคู่กับนกแก้วตัวเมีย) ดังนั้นหากคิดจะนำนกแก้วมาพัฒนาสายพันธุ์ต่อไป เราจึงจำเป็นจะต้องใช้ตัวเมียเป็นหลัก หรืออาจจะใช้อีกทางเลือกหนึ่ง นั่นคือ ใช้คิงคองตัวเมีย.... อ๊ะ ๆ ๆ ๆ ๆ~!!! เราติดค้างอะไรกันไว้รึเปล่าครับเนี่ย? หุหุหุ...ลืมแล้วล่ะซิ!!!

ก่อนหน้านี้ผมติดค้างคำถามไว้ว่า ทำไมคิงคอง ถึงยังมีคนต้องการอีกมาก ทั้ง ๆ ที่ราคาสูงกว่านกแก้ว!! คำตอบก็คือ ....เป็นความเชื่อของคนทำปลาเท็กซัสแดงรุ่นก่อน ๆ (บางกลุ่ม)ครับว่า....การใช้แม่พันธุ์ที่เป็นคิงคอง จะสามารถทำให้ลูกมีโอกาสโหนกได้มากกว่าแม่พันธุ์ที่เป็นนกแก้ว จากความเชื่อในรุ่นก่อนก็กลายเป็นคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมาจนถึงบรีดเดอร์รุ่นใหม่ ซึ่งบางทียังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่า ทำไมบรีดเดอร์รุ่นก่อน ๆ ถึงได้เชื่อกันแบบนั้น (ประมาณว่า...เค้าว่าไง ก็ว่าตามกัน!) วันนี้ผมจะรื้อฟื้นมูลเหตุของความเชื่อนี้ให้ฟังกันครับ

อย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การเพาะพันธุ์นกแก้วนั้น ในครอกเดียวกัน พี่น้องของมันก็ยังถูกจัดแบ่งเป็นชนิดอื่น ๆ อีกด้วย นั่นก็คือ ซินแดง , นกแก้ว และ คิงคอง แม้จะเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกันมา แต่ความเชื่อในเรื่องการถ่ายทอดลักษณะเด่นของแต่ละตัวก็แตกต่างกันไปครับ เช่น.....

- ซินแดง เชื่อว่าจะทำให้ลูกโหนกได้มาก หน้าสั้น ดูหวาน น่ารัก สวย ทรงหนา ลอกเร็ว

- นกแก้ว เชื่อว่า ทำให้ลูกได้สีแดงดี แดงสด ทรงสั้น มุกสวย

ดังนั้นหลายคนจึงเชื่อกันว่า คิงคอง คือ ส่วนผสมที่อยู่ตรงกลางระหว่าง นกแก้ว และ ซินแดง น่าจะทำลูกได้สวยที่สุด คือ ได้ลูกปลาเท็กซัสแดงที่ ลอกเร็ว หัวโหนก ทรงสวย สีดี มุกแจ่ม~!!! แต่อย่างที่บอกครับว่า มันคือ ความเชื่อเฉพาะบุคคล หรือ เฉพาะกลุ่ม แต่เมื่อมีคนต้องการมาก ๆ และ จำนวนคิงคองใน1ครอกนั้นมีอยู่น้อยเมื่อเทียบกับจำนวนนกแก้ว จึงทำให้ราคาของคิงคองตัวเมียพุ่งขึ้นสูงกว่านกแก้วตัวเมีย ในปัจจุบันบรีดเดอร์หลายคนนิยมใช้ ฟลายฟลาเวอร์ตัวผู้ ผสมกับ นกแก้วหรือคิงคองตัวเมีย เนื่องจากว่าจะได้ปริมาณลูกที่ออกมาเป็น คิงคอง สูง~! (...แต่บรีดเดอร์บางคนก็ส่ายหัว บอกว่าคิงคองที่ผ่านสายเลือดแบบนี้มาไม่ถือว่าเป็นคิงคองแท้ ๆ !)

ปลาหมอสีนกแก้ว ก็เหมือนปลาหมอสีครอสบรีดสายลอกทั่ว ๆ ไป ที่ใช่ว่าเกิดมาก็แดงได้เลย แต่เป็นปลาที่ต้องผ่านกระบวนการลอกสีผิวซะก่อนจึงจะแดงได้ นกแก้วที่เกิดใหม่ ๆ นั้นจะมีลักษณะผิวสีเทา ๆ หรือ สีเหลืองทอง เมื่อได้อายุจะค่อย ๆ ลอกสีผิวออก จากสีเทา ๆ กลายเป็นสีสดใส เปอร์เซ็นต์การลอกสีผิวนั้นจัดว่าสูงมาก เรียกว่าลอกเกือบทุกตัวเลยทีเดียว(ไม่ค่อยเจอนกแก้วขนาดใหญ่ ๆ ที่ไม่ลอก) แต่หลังการลอก สีอาจจะซีด ๆ หม่น ๆ ไปซักหน่อย แต่ไม่ต้องซีเรียสครับ เมื่อปลาโตขึ้นได้อายุ สีจึงจะเข้มขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นช่วงประมาณ 3.5 - 5นิ้ว แต่ความเข้มของสีจะมากหรือน้อยนั้น ต้องว่ากันเป็นตัว ๆ ไปครับ

การที่จะรอให้นกแก้วสีแดงเข้มขึ้นตามธรรมชาตินั้น อาจจะช้าไป ไม่ทันใจผู้ขายซักเท่าไหร่? การเร่งสีและย้อมสีปลาจึงเกิดขึ้น! การเร่งสีและย้อมสีปลานกแก้ว เท่าที่นิยมกันมีอยู่ 3 วิธี คือ.....

1. เร่งสีด้วยอาหารเร่งสี
2. ย้อมสีด้วยการการฉีด
3. ย้อมสีด้วยการกัดเมือกปลา

1. การเร่งสีด้วยอาหารเร่งสี เป็นวิธีที่ง่ายสุดที่ เพราะ มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป ในรูปแบบของอาหารเม็ดเร่งสีสำเร็จรูป ซึ่งโดยมากมักเป็นอาหารที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนเพศชาย(หรือเพศผู้) หรือ อาจจะใช้ฮอร์โมนเพศขายมาคลุกกับอาหารสดให้ปลากิน เพื่อกระตุ้นให้ปลาขับสีออกมาได้มากกว่าปกติ แต่ข้อเสียในระยะยาวคือ จะทำให้สมดุลของฮอร์โมนในตัวปลาบกพร่อง ปลาจะดุร้ายกว่าปกติ ระบบการย่อยอาหารอาจจะมีปัญหาเมื่อใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และเป็นอีกสารพัดปัญหาในด้านความบกพร่องของสุขภาพปลาครับ และเมื่อหยุดใช้อาหารเร่งสี สีของปลาก็จะดร๊อปลงอย่างรวดเร็ว (ประมาณ 1-4อาทิตย์)

2. การย้อมด้วยการฉีด คือ การใช้สารเคมีบางชนิด ทำการฉีดเข้าที่ร่างกายปลา บริเวณใต้ผิว ทำให้สีผิวของปลามีลักษณะแดงสดใส แต่เมื่อผู้เลี้ยงนำไปเลี้ยงซักระยะ สีก็จะซีดและดร๊อปลงไปเรื่อย ๆ ลักษณะของปลาที่ฉีดสีนั้นดูง่ายครับ คือ ที่ช่วงสันหลังจะมีแนวสีแดงเข้มยาวไปตามสันกระโดงของปลา วิธีนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายมาก รวมถึงมีคนนำสีที่ผิดไปจากธรรมชาติอื่น ๆ มาฉีดเข้าตัวปลาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น สีเขียว สีน้ำเงิน สีเหลือง หรือ สีม่วง หลังจากการฉีดสี สีจะค่อย ๆ ซีดลงในช่วงเวลาประมาณ 1-3เดือน ช่วงที่ปลาค่อย ๆ ดร๊อปนี่ ดูไม่จืดเลยจริง ๆ ครับ (เป็นวิธีที่นิยมใช้ที่สุดในบ้านเรา)

3. การย้อมด้วยการกัดเมือกปลา วิธีนี้กำลังได้รับการต่อต้านอย่างมากในต่างประเทศ เพราะถือว่าเป็นการทรมานสัตว์อย่างทารุณ การย้อมสีวิธีนี้จะทำโดยการนำปลามาแช่น้ำยาเคมีชนิดหนึ่งจำพวกกรด(...แค่คิดก็ไม่สนุกแน่ ๆ แล้วครับ) เพื่อกัดและทำลายเมือกของปลาที่หุ้มอยู่ให้หลุดออกไป แล้วจุ่มปลาแช่ลงไปในสี(พวกสีผสมอาหาร) ผิวปลาจะดูดซับสีเข้าไปเต็ม ๆ (หรืออาจจะใช้มือระบายเอาเลย) หลังจากนั้นจึงนำไปแช่น้ำยาเร่งเมือก เพื่อให้เมือกมาคลุมทับสีที่ได้แช่ไว้ (วิธีนี้สีจะอยู่ได้นานที่สุด แต่ก็เป็นวิธที่โหดสุด ๆ เช่นกัน)

การเร่งสี และโดยเฉพาะการย้อมสีปลาที่เกิดขึ้นในปลาหมอนกแก้วนั้น ไม่ว่าวิธีใดก็ตาม สำหรับปลาแล้ว....คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก-! แต่สำหรับผู้ขาย การเร่งสีปลานกแก้วช่วยให้ปลานกแก้วขายดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ปลาที่สีแดงแป๊ดดด จะทำให้ลูกค้าสนใจมากกว่าปลาสีซีด ๆ แน่นอน! ....แต่เมื่อลูกค้าซื้อไปเลี้ยงแล้วสีซีดลง ๆ ๆ ก็มานั่งด่าคนขายว่าเอาปลาย้อมมาให้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ผู้ซื้อควรจะศึกษาธรรมชาติของปลาที่เราจะเลี้ยงมาบ้าง ว่าปลามีพัฒนาการทางด้านร่างกายและสีสันอย่างไร? หากเข้าใจในธรรมชาติของมัน เราก็สามารถเลือกได้ที่จะไม่ซื้อปลาย้อมสี เมื่อคนซื้อไม่อยากซื้อหรือไม่สนับสนุนปลาย้อมสี ผู้ผลิตก็ไม่จำเป็นต้องย้อมออกมาจำหน่าย เมื่อไม่มีการย้อม โอกาสรอดชีวิตของปลา(ที่ไม่มีความผิด)ก็จะยิ่งมีมากขึ้น แล้วทราบหรือไม่ครับว่า....การย้อมสีบางวิธี หรือ บางครั้ง .....ปลาจะมีอัตราการตายสูงถึง 80% เลยทีเดียว
อ่านถึงตรงนี้คนที่ซื้อนกแก้วที่ย้อมสีมาเลี้ยงไว้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องถึงกับวิตกกังวลนะครับ อะไรที่แล้วก็แล้วกันไป แต่โอกาสหน้า...หากต้องเลือกซื้ออีกครั้ง คุณจะเลือกซื้อแบบไหนนั้น? …..คำตอบอยู่ที่ตัวคุณครับ!

เอ๊ะ~! ....ยังไงเนี่ย??? ผมเขียนต้นฉบับไป ชักจะงงตัวเองไปด้วยครับ เหอ ๆ ๆ ๆ ไม่น่าเชื่อว่าปลาหมอสีครอสบรีด “นกแก้ว” ที่ในปัจจุบันถือว่า แสนจะธรรมด๊า-ธรรมดา จะมีเรื่องให้เขียน และ เรื่องให้คุยได้ยาวขนาดนี้ (ยาวกว่าเรื่องเท็กซัสแดง ในฉบับที่แล้วซะอีก!) นี่ขนาดยังไม่พูดกันถึงเรื่องนกแก้วแบบอื่น ๆ เช่น นกแก้วฟลาวเวอร์ฮอร์น หรือนกแก้วไตรทอง อีกนะครับเนี่ย เรื่องอื่น ๆ ผมขอติดไว้ก่อน แต่ตอนนี้เอาเป็นว่าเรามารู้จักรายละเอียด นิสัย และ วิธีการเลี้ยงปลาหมอสีนกแก้วแบบสั้น ๆ ดีกว่าครับ

รายละเอียดของ ปลาหมอสีนกแก้ว : เป็นปลาที่ค่อนข้างกินเก่ง เลี้ยงง่าย โตไวในช่วงแรกเกิดจนถึงประมาณช่วง 4-5นิ้ว หลังจากนั้นอัตราการเจริญเติบโตจะเริ่มชะลอตัว ขนาดโตเต็มที่อย่างไม่เป็นทางการ(จากที่ผมเห็นเอง)ประมาณ 12นิ้ว ใช้เวลาในการเลี้ยงนานถึง 3ปี น้ำหนักประมาณ 1กิโลกรัม ตัวผู้ “บางตัว” เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 7-8นิ้ว ลักษณะของสันหัวจะโหนก ส่วนตัวเมียส่วนมากจะแดงจัดในช่วงใกล้จะวางไข่ (...มีบ้างเป็นบางตัวที่ยิ่งใกล้วางไข่-ยิ่งซีด!)

อุปนิสัย : ค่อนข้างดุ และ หวงถิ่นพอสมควร แต่อาจจะไม่มากเท่าปลาหมอสีชนิดอื่น ๆ สามารถเลี้ยงรวมกันได้ (ยกเว้นเจอตัวที่ดุเป็นพิเศษ อาจจะไล่ทำร้ายตัวอื่นถึงตายได้เช่นกัน) ชอบขุดคุ้ย รื้อหินเพื่อจัดอนาเขตพื้นที่ของตัวเอง ไม่ควรใส่ไม้น้ำลงไป เพราะ มันจะรื้อกระจุย!

นิสัยในการกิน : เป็นปลาที่กินเก่ง และ ไม่ค่อยเกี่ยง สามารถกินได้แทบทุกอย่าง เช่น อาหารเม็ด , ไรทะเล , หนอนแดง , หนอนนก หรือ กุ้งฝอย

โรคที่พบบ่อย : โรคจุดขาว เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างกระทันหัน ประกอบกับปลามีภูมิต้านทานที่ลดลง ป้องกันได้โดยการควบคุมอุณหภูมิของน้ำไม่ให้มีการแกว่งตัวมากเกินไป หากอยู่ในช่วงอากาศเย็น ควรติดฮีทเตอร์ช่วยควบคุมอุณหภูมิในน้ำ

อื่น ๆ : นักเลี้ยงปลาอโรวาน่า มักจะนำปลาหมอสีนกแก้วมาใส่เพื่อให้เป็นเพื่อนร่วมตู้ของปลามังกรด้วย นอกจากเหตุผลเรื่องความสวยงาม ดูมีชีวิตชีวาแล้ว ยังเป็นตัวชักนำให้ปลามังกรบางตัวที่ไม่ค่อยกินอาหาร ยอมกินอาหารได้ง่ายขึ้น และ ช่วยเก็บเศษอาหารที่เหลือในตู้ได้อย่างดีอีกด้วย

อ่านแล้วรู้สึกเหมือนผมไม๊ครับว่า... เจ้าปลาหมอสี “นกแก้ว” นี่ ไม่ใช่มีแค่ความสวยและน่ารักเท่านั้น แต่มันยังทำหน้าที่อื่น ๆ ได้อย่างสารพัดประโยชน์จริง ๆ ใครที่เคยเลี้ยงอยู่แล้วคงทราบถึงเสน่ห์ของเจ้านกแก้วเป็นอย่างดี แต่สำหรับเพื่อน ๆ โดยเฉพาะมือใหม่ที่ยังไม่เคยเลี้ยงปลาหมอสีครอสบรีด ลองหามาเลี้ยงดูนะครับ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ....รับรองว่าสวย! เลี้ยงง่าย!

.....และที่สำคัญราคาไม่แพงนัก...ครับผ๊ม~!!!

สงวนสิทธิ์ในการนำบทความนี้ไปใช้งาน : หากต้องการนำบทความนี้ไปใช้ต้องได้รับอนุญาติจากเจ้าของบทความเท่านั้นครับ
หัวข้อโดย : Gold-E เขียนเมื่อ : 'ส.ค..47
 



หน้าแรก | สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ | ช่วยเหลือ | ถาม-ตอบ
เกี่ยวกับเรา | ติดต่อทีมงาน | นโยบายความเป็นส่วนตัว | ระเบียบปฎิบัติ และ เงื่อนไขการใช้งาน

FishRooM มีเพื่อน ๆ เข้ามาเยี่ยมชมถึง ครั้งแล้วนะคร้าบ บ บ บ~!!"

FishRoom.org All right reserved Copyright (c) 1999-2006.