หน้าแรก เว็บบอร์ด ตลาดซื้อ-ขาย 302 คลีนิค บทความ รายชื่อสมาชิก ร้านค้า คลังกระทู้
 

 
ห้องบทความ I บทความก่อนหน้านี้ I บทความต่อไป
ต้องการอ่านตอนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
 
ตอนที่ 20 จุดเด่น-จุดด้อยของการพัฒนาสายพันธุ์ในแบบต่างๆ

....ไม่กี่วันมานี้มีอีเมล์ฉบับหนึ่งเข้ามาหาผม สอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาสายพันธุ์ปลาหมอสีครอสบรีด  ดูจากเนื้อหาแล้วคิดว่าทางผู้ที่เขียนเข้ามาถามเองก็มีประสบการณ์ในการเพาะปลาหมอสีครอสบรีดมาพอสมควร แต่หลังๆมักจะได้ยินศัพท์แสงแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นคำว่า อินบรีด , ไลน์บรีด , เอ๊าท์บรีด   ทำให้เริ่มๆสับสนกับการพัฒนาสายปลาเข้าให้แล้ว  เพราะปกติคุ้นเคยแต่คำว่าครอสบรีด  ผมว่าหลายๆคนก็คงมึนงงและสับสนเหมือนกัน ในฉบับนี้เลยขอยกเรื่องนี้ลัดคิวเอาหัวข้อนี้ขึ้นมาเขียนก่อนล่ะกันนะครับ

อันดับแรกขอย้อนยุคกลับไปท้าวความถึงคำว่า “ครอสบรีด” ซึ่งเป็นคำที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันก่อนดีกว่าครับ  คำว่าครอสบรีด(Crossbreed)หมายถึงการที่ปลา 2สายพันธุ์ที่แตกต่างกันนำมาผสมพันธุ์กัน เพื่อให้เกิดรูปแบบของปลาที่มีหน้าตาแปลกๆใหม่ๆออกมา  โดยพ่อและแม่ปลานั้น จริงๆก็คือปลาธรรมดาๆที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั่นแหล่ะครับเพียงแต่เป็นปลาของเมืองนอกเค้า(เรียกกันว่าปลาหมอสีสายพันธุ์แท้)  ผมขอยกตัวอย่างดังนี้ล่ะกันครับ  ปลาหมอสีเท็กซัสเขียว หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Herichthys carpinte  มันคือปลาหมอธรรมดาๆชนิดหนึ่งของเมืองนอกเค้าแหล่ะครับ  เจ้าเท็กซัสเขียวมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ทวีปอเมริกากลาง ประเทศเม็กซิโก ซึ่งมันเองก็มีกระจัดกระจายไปถึงมลรัฐเท็กซัสด้วย   ลักษณะเฉพาะของตัวมันคือ มีลำตัวสีเขียวเข้ม,เทา,น้ำตาล และมีมุกสีขาวหรือฟ้ากระจัดกระจายทั่วตัว ไม่มีการลอกสีผิว ทีนี้เมื่อมีคนนำมันมาผสมพันธุ์แบบข้ามสายพันธุ์กันกับเจ้าเรดเดวิล หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amphilophus labiatus ซึ่งเป็นปลาหมอสีธรรมดาๆอีกชนิดหนึ่งที่พบมากในทะเลสาบของประเทศนิคารากัว  เรดเดวิลมีลักษณะลำตัวค่อนข้างยาว มีริมฝีปากที่หนาและใหญ่ หัวโหนก สามารถลอกสีได้ โดยอาจจะลอกมาเป็นเป็นสีแดง ส้ม ขาว เหลือง ชมพู หรือหลายสีในตัวเดียวกัน  จะเห็นได้ว่าทั้งเจ้าเท็กซัสและเจ้าเรดเดวิล ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะตัวอะไรที่คล้ายหรือใกล้เคียงกันเลย  เอาแบบง่ายๆก็คือ เท็กซัสเขียวมีมุกแต่ไม่ลอก  เรดเดวิลลอกได้แต่ไม่มีมุก  การที่มนุษย์เอามันมาบังคับจับคู่ให้มันมาผสมพันธุ์กันแบบผ่าเหล่าผ่ากอนี่แหล่ะครับที่เค้าเรียกกันว่า “ครอสบรีด”

ที่ผมใช้คำว่า “บังคับ” เพราะโดยธรรมชาติต้นกำเนิดมันก็อยู่คนละที่อยู่แล้ว แหล่งทำมาหากินมันก็แบบต่างคนต่างอยู่ฝูงใครฝูงมัน ไม่ได้มายุ่งสุงสิงอะไรกัน แถมต่อให้มันอยู่ใกล้ๆกันก็ยากนักที่ปลาต่างสายพันธุ์กันมันจะยอมเลือกคู่แบบผ่าเหล่าผ่ากอกันเช่นนี้  หากถามว่ามีโอกาสเป็นไปได้ไม๊ว่ามันจะผสมข้ามสายพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ ก็ต้องตอบว่ามีโอกาสครับ แต่ความเป็นไปได้.... น้อยมากกก ก ก  และ ยากมากกก ก ก  ก~!!!

การที่มนุษย์ได้เรียนรู้ว่าปลาต่างสายพันธุ์บางชนิดที่ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันสามารถเอามาผสมพันธุ์กันได้ ก็ย่อมก่อให้เกิดการทดลองอะไรใหม่ๆ ตามมา  ไม่ว่าการเอาปลาสายพันธุ์นู้นมาทดลองครอสบรีดกับสายพันธุ์นี้  เอาปลาสายพันธุ์นี้ไปทดลองครอสบรีดกับสายพันธุ์นั้น ผลที่ออกมาก็คือ ปลารุ่นลูกจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามรูปแบบที่เกิดขึ้นใหม่ อาจจะลักษณะบางส่วนคล้ายพ่อหรือแม่บ้าง ....แต่มันก็ได้แค่คล้ายบ้างเท่านั้น  มันไม่ได้เหมือนซะทีเดียว เช่น การเอาเท็กซัสเขียวมาครอสบรีดกับเรดเดวิล ลูกปลาที่ได้ออกมามีมุก ซึ่งเป็นลักษณะที่คล้ายเท็กซัสเขียว แต่ขอโทษครับ มุกมันไม่ได้จัดจ้านหรือมีจำนวนมากมายเท่าเท็กซัสเขียว  หรือ บางตัวมีการลอกสีผิวได้เหมือนเรดเดวิล แต่ระยะเวลาในการลอกใช้เวลานานกว่ามาก แถมบางตัวดันไม่ยอมลอกซะงั้น 

จุดสังเกตของความเป็นครอสบรีดที่เห็นได้ชัดคือ ลูกปลาแต่ละตัวในครอก ไม่มีตัวไหนเลยที่เหมือนกัน บางตัวลอกเร็ว-บางตัวลอกช้า , บางตัวมุกเยอะ-บางตัวมุกน้อย , บางตัวทรงสั้น-บางตัวทรงยาว , บางตัวหัวโหนก-บางตัวหัวหลิ่ม  ลูกๆปลาที่ผ่านการครอสบรีดออกมานั้นมีความแตกต่างอย่างมากมายเช่นนี้แหล่ะครับ ที่เค้าเรียกกันว่า “สายเลือดไม่นิ่ง” จุดสังเกตที่ชัดเจนถึงความไม่นิ่งอีกอย่างของปลาหมอสีครอสบรีดคือ ระบบสืบพันธุ์บกพร่อง นั่นคือตัวผู้ไม่มีน้ำเชื้อ ไม่สามารถนำมาใช้ผสมพันธุ์ต่อได้

แต่ความพยายามของมนุษย์ก็ไม่ธรรมดาครับ เมื่อเริ่มต้นพัฒนาปลาขึ้นครั้งหนึ่งมาแล้ว ก็พยายามย้ำรูปแบบของสายพันธุ์ซ้ำ ๆ เข้าไปอีก เพื่อให้ปลาในรุ่นต่อๆไปมีความนิ่งมากขึ้น ตัวอย่างการย้ำๆซ้ำๆไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นจนมีรูปแบบที่ชัดเจนตามมาก็เช่น ปลาหมอสีครอสบรีดฟลาวเวอร์ฮอร์น ซึ่งจัดได้ว่าเป็นปลาหมอสีครอสบรีดตัวหนึ่งที่เข้าข่ายว่านิ่งมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของลักษณะพื้นฐานเช่น มุก มาร์ค แดง โหนก หรือ การมีเชื้อ  แต่สุดท้ายความเป็นครอสบรีดก็ยากที่จะทำให้มันนิ่งได้ 100%อยู่ดี เพราะปลาแต่ละตัวในครอก อาจจะมีหัวโหนกระเบิดบ้าง หรือโหนกนิดๆหน่อยๆบ้าง  ทรงสั้นบ้างยาวบ้างก็มีคละเคล้ากันไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นภาพรวมที่ออกมามันก็ดูแล้วรู้ว่า เออ! นี่ฟลาวเวอร์ฮอร์นนะ  ถ้าเอาฟลาวเวอร์ฮอร์น มาผสมเข้ากับฟลาวเวอร์ฮอร์นมันก็ต้องได้ลูกเป็นฟลาวเวอร์ฮอร์นเช่นกัน  มันไม่มีทางออกมาเป็นเรดเท็กซัส หรือซุปเปอร์เรดซินไปได้  แต่ถ้าคิดจะผสมแบบคาดหวังไว้สูงว่ามันจะต้องได้อย่างนู้นอย่างนี้ เช่นการเอาฟลาวเวอร์ฮอร์นแดงจัด โหนกระเบิด มาเข้ากับปลาฟลาวเวอร์ฮอร์นอีกตัวที่มุกจัดๆ ชนิดข้ามหัว แล้วคิดว่าต้องได้ลูกออกมาเป็นปลาสุดยอดฟลาวเวอร์ฮอร์นที่แดงจัด โหนกระเบิด มุกแพรวพราวข้ามหัวทุกตัว หวังให้ครบเครื่องแบบนี้คงลำบากหน่อยครับ เพราะสุดท้ายปลาที่ผ่านการครอสบรีดมันก็ยังไม่ใช่ปลาที่นิ่ง 100%  ข้อพิสูจน์คือหลักการที่ว่ามานี้ได้มีคนทดลองกันมาหลายปีแล้ว มีหลุดออกมาได้อย่างที่คิดบ้างเล็กน้อย แต่โดยมากมักจะไม่ได้ตามที่คาดการณ์ไว้

ในจุดนี้ขอให้จดเอาไว้ในใจเป็นพื้นฐานเบื้องต้นไว้ก่อนนะครับว่าปลาหมอสีครอสบรีด คือ ปลาที่ผ่านการไขว้สายนู้นสายนี้มาหลายปีดีดักจนไม่สามารถหาความนิ่งแบบ 100% ได้ เพราะยิ่งครอสบรีดข้ามไปข้ามมามากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งมีการปรับเปลี่ยนไปมากเท่านั้น

มาถึงศัพท์แสงที่เกี่ยวกับการพัฒนาสายพันธุ์ที่นอกเหนือจากคำว่าครอสบรีดกันบ้าง...  นั่นคือคำว่า อินบรีด เอ๊าท์บรีด ไลน์บรีด คำเหล่านี้เป็นศัทพ์เทคนิคในการจับคู่ของหลักวิชาพันธุกรรมศาสตร์  มาดูกันทีละอย่างว่าแต่ละคำมันมีความหมายว่าอย่างไร รวมถึงมีข้อดีข้อด้อยอย่างไรกันแน่

 

อินบรีด(inbreed)

ศัพท์ในวงการเค้าเรียกกันเล่นๆแต่ชัดเจนว่า “ทรพี” หรือเรียกให้ดูดีมีชาติตระกูลหน่อยก็ต้องบอกว่าเป็นการผสมแบบเลือดชิด  แล้วที่ว่าอินบรีดคือเลือดชิด มันชิดกันแค่ไหน ก็ต้องบอกชิดมากๆๆๆถึงมากที่สุดครับ เพราะว่าเป็นการคัดเลือกเอาลูกปลาที่ผ่านการครอสบรีดมาแล้ว นำกลับมาไขว้ผสมพันธุ์กับพ่อหรือแม่ของมันเอง เช่นเอาลูกตัวผู้มาขุนจนได้ขนาดแล้วนำมาผสมกับแม่ของมันซ้ำอีกครั้ง หรือคัดเอาลูกปลาตัวเมียมาผสมย้อนกลับกับตัวพ่อของมันเอง  การที่เอาพ่อมาจับคู่กับลูก หรือเอาแม่มาจับคู่กับลูก ก็สมควรแล้วล่ะครับที่เค้าจะเรียกกันว่าทรพี  แต่การอินบรีดไม่ได้จบอยู่แค่ (พ่อ+ลูกสาว) หรือ (แม่+ลูกชาย) เท่านั้น  ยังครอบคลุมไปถึงพี่ๆน้องๆครอกเดียวกันโดนจับมาโจ๊ะกันเองก็ได้อีกด้วย

ถามว่าทำไมต้องอินบรีด?
ก็เพราะว่าการอินบรีดจะทำให้ลูกปลามีโอกาสที่จะแสดงยีนเด่นออกมาได้มากที่สุด เช่นพ่อเป็นปลาแดงหัวโหนกระเบิดระเบ้อ ลูกปลาในครอกที่ได้ออกมา ก็มีโอกาสที่จะทั้งแดงทั้งโหนกสูงสุดๆ  การอินบรีดจึงเสมือนกับการตอกย้ำสายพันธุ์ไม่ให้สายเลือดของมันดิ้นหลุดไปในทิศทางอื่น  นั่นหมายความว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่ลูกปลารุ่นต่อไปจะแดงและโหนกได้สะใจผู้เพาะพันธุ์และผู้เลี้ยง    อุเหม่!!! ...ฟังแล้วสวยหรูดูดีชะมัด!!!!   แต่ช้าก่อน...อย่าเพิ่งด่วนใจร้อนไปช้อนลูกปลามาเข้าคู่ทรพีพ่อแม่ตั้งแต่ยังอ่านเนื้อหาในตอนนี้ไม่จบ 

ลองมาดูข้อเท็จจริงในเรื่องของผลที่ได้จากการอินบรีดหน่อยนะครับ  ในเมืองนอกเรื่องของการพัฒนาสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงแบบอินบรีดนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ซีเรียสเป็นอย่างมาก ข้อมูลทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับการอินบรีดสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงจะต้องมีการบันทึกผลเอาไว้หมด  หากเป็นสุนัขก็ต้องลงบันทึกไว้ในเพ็ดดีกรีด้วย ....รู้ไม๊ครับว่าเพราะอะไร?

ก็เพราะว่า....ผลจากการอินบรีดนอกเหนือจากจะมีโอกาสผลิตลูกปลา(หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ)ที่มีลักษณะอันยอดเยี่ยมได้สูงตามยีนเด่นแล้วนั้น มันก็มีโอกาสสูงไม่แพ้กันที่จะได้ลูกปลาห่วยแตก หรือลูกปลามีปัญหา เพราะดันทะลึ่งไปได้ยีนด้อยมาเต็มๆแทน  ทำความเข้าใจกันให้ชัดๆก่อนนะครับ ว่าการอินบรีดมันก็เสมือนการตอกย้ำกันไปหมดทั้งยีนเด่นและยีนด้อย  ดังนั้นส่วนไหนที่จะถูกดึงออกมาแสดงให้เห็น ไม่ว่าจะเด่นหรือจะด้อย จะดีหรือจะดับเรามิอาจจะทราบได้ล่วงหน้า   

จริงอยู่ครับที่เราอาจจะได้ลูกปลาสวยๆเด่นๆอย่างที่ต้องการจากการอินบรีด แต่อย่ามองข้ามเรื่องยีนด้อยที่อาจจะตามมาแสดงผลกับรุ่นลูกได้อย่างชัดเจนอีกด้วย ผลจากการบันทึกข้อมูลของทางเมืองนอกที่ทำไว้กับสัตว์เลี้ยงอินบรีดจะทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มันสร้างปัญหาตามมาอย่างมาก เช่น แคระแกรน พิการ อายุสั้น อารมณ์แปรแรวน ระดับฮอร์โมนมีปัญหา ปัญญาอ่อน อ่อนแอต่อโรค แถมเมื่อป่วยแล้วยังรักษาได้ยากกว่าอีกด้วย ซึ่งบางครั้งอาจจะแสดงออกมาอย่างชัดเจนตั้งแต่สัตว์เลี้ยงอายุไม่มากนัก บางตัวพอเริ่มเข้าระยะสืบพันธุ์ถึงเริ่มแสดงอาการ หรือบางตัวดูมันปกติดีทุกอย่างจนมันโต..แล้วอยู่ๆก็ร่วงลงมาตายโดยไม่ทราบสาเหตุ 

การจะพัฒนาสายพันธุ์แบบอินบรีดของเมืองนอกจะต้องทำการจดบันทึกเอาไว้ตลอดว่า คุณภาพของรุ่นลูกตัวที่ว่าดีนั้น มันดีที่สุดได้แค่ไหนและมีจำนวนตัวที่ดีเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรุ่นลูกทั้งหมดในครอก  รวมไปถึงจดข้อมูลตัวที่แย่ที่สุดด้วยว่าแย่แค่ไหนและมีตัวที่แย่กี่เปอร์เซ็นต์ในครอก หากภาพรวมมีเปอร์เซ็นต์แย่ในระดับที่สูง จะต้องมีการนำสายพันธุ์ที่ได้มาในชุดนั้นไปทำลายทิ้งให้หมดโดยไม่มีการนำออกมาจำหน่าย  แต่นั่นเป็นเรื่องของเมืองนอกเมืองนาเค้าครับ แต่สำหรับบ้านเรา..เมืองเรา..เมืองไทย...ยังไงก็ได้  ได้ชื่อว่าอินบรีดก็ขายกันโครมๆๆๆ  คนซื้อต้องไปวัดดวงกันเอาเองล่ะครับ เข้าทำนองตาดีได้ตาร้ายเสีย เพราะตอนมันยังเล็ก หรือยังไม่แสดงผลของยีนด้อย.......ดูยังไงมันก็ดูไม่ออกหรอกครับทั่น!!!! 

ไลน์บรีด(linebreed)

ไลน์บรีด คือการพัฒนาสายพันธุ์โดยการใช้หลักการของการดึงจุดเด่นมาจากต้นสาย , บรรพบุรุษ หรือ ปลาที่เกี่ยวข้องในสายเลือดเดียวกัน แล้วนำเอามาใช้ผสมพันธุ์กันโดยที่หลีกเลี่ยงไม่ให้เลือดมันชิดกันโดยตรง เช่นการที่ใช้ปู่หรือย่า มาผสมเข้ากับปลารุ่นหลาน เป็นการเว้นวรรครุ่นพ่อ/แม่เอาไว้เพื่อไม่ให้สายเลือดชิดเกินไป  หรือการใช้พ่อปลาตัวเดียวผสมพันธุ์กับแม่ปลา2ตัว(จาก2สายเลือด) แล้วเอาปลารุ่นลูกจากทั้ง2ครอกมาผสมกันเองอีกที แบบนี้ก็จัดว่าอยู่ในการพัฒนาสายพันธุ์แบบไลน์บรีดเช่นกัน  พูดให้ง่ายๆและเห็นความแตกต่างชัดเจนกว่านั้นก็ต้องยกตัวอย่างประกอบ เช่น... 

อินบรีด =  การผสมพันธุ์จากการใช้สายเลือดเดียวกันโดยตรง เช่น พ่อ+ลูก , แม่+ลูก , พี่+น้อง(ครอกเดียวกัน) , พี่+น้อง(คนละครอกกันแต่พ่อ+แม่เดียวกัน)

EX-inbreed
< พ่อปลาสายพันธุ์A + แม่พันธุ์สายพันธุ์B = ลูกปลาชุด AB >
.....หากนำลูกปลาชุดABตัวผู้และตัวเมียมาผสมพันธุ์กันเองโดยตรง จะเท่ากับ (AB+AB) แน่นอนว่าการผสมแบบนี้เรียกว่า inbreed
.....หรือหากพ่อปลาA + แม่ปลาB ผสมกันได้ลูกมากกว่า1ครอก  การเอาพี่น้องต่างครอกมาผสมกันเอง ก็จะเข้าสูตรที่ว่า (AB+AB) เช่นกัน ย่อมหมายความว่ามันก็เข้าข่าย inbreed เหมือนกัน

 

ไลน์บรีด  = การผสมพันธุ์กันโดยใช้ความเกี่ยวข้องทางสายเลือดเดียวกันแต่หลีกเลี่ยงการใช้โดยตรง  เช่น  ปู่+หลานสาว , ย่า+หลานชาย , พี่+น้อง(คนละพ่อแต่แม่เดียวกัน) , พี่+น้อง(คนละแม่แต่พ่อเดียวกัน) หรือใช้วงศาคณาญาติห่างๆมาผสมกัน

EX-linebreed
< พ่อปลาสายพันธุ์A  + แม่ปลาสายพันธุ์B = ลูกปลาชุดAB >
< พ่อปลาสายพันธุ์A  + แม่ปลาสายพันธุ์C = ลูกปลาชุดAC >

จะเห็นได้ว่าลูกปลาชุดAB และ AC ใช้พ่อพันธุ์ตัวเดียวกัน แต่แม่พันธุ์คนละตัว  ปลาทั้ง2ครอกนี้มีความเกี่ยวข้องกับปลาสายพันธุ์Aทั้งคู่ แต่ไม่ได้ชิดกันโดยตรง   หากบรีดเดอร์นำปลาทั้ง2สายนี้มาผสมกันจะเรียกว่าการผสมแบบ linebreed

ข้อดีของการพัฒนาสายพันธุ์ปลาแบบ linebreed คือ จะช่วยทำให้บรีดเดอร์คาดการณ์ลักษณะของลูกปลาได้ง่ายขึ้น  ช่วยกำหนดทิศทางในการเพาะพันธุ์ได้ดีขึ้น  สามารถดึงเอาลักษณะเด่นของบรรพบุรุษออกมาแสดงได้ชัดเจนขึ้น  ช่วยให้การพัฒนาสายพันธุ์นั้นๆนิ่งเร็วขึ้น 

หากมีการเปรียบเทียบระหว่าง inbreed กับ linebreed  จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงวิ่งเป็นกราฟคู่กัน  

การพัฒนาแบบ inbreed มีเปอร์เซ็นต์ที่จะได้ลูกสวยๆเด่นๆตามลักษณะของยีนเด่นสูงมาก...แต่โอกาสที่จะพลิกล๊อคกลายเป็นปลาที่มีปัญหาทางพันธุกรรมของยีนด้อยก็มีสูงมากไม่แพ้กัน   ส่วนการพัฒนาแบบlinebreed ถ้าสายเลือดไม่ห่างมากนัก โอกาสที่จะได้ปลาตามที่ต้องการก็มีมากขึ้นพอสมควร...แม้จะไม่เท่ากับinbreedก็ตาม แต่ความเสี่ยงที่จะได้ลูกปลามีปัญหาก็ลดลงไปเยอะเช่นกัน  อีกเรื่องหนึ่งสำหรับการวางลำดับการพัฒนาสายพันธุ์แบบlinebreedหากวางลำดับของสายเลือดห่างกันเกินไปล่ะก็  การควบคุมลักษณะของลูกปลาก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพด้อยลงไปเรื่อยๆ

เอ๊าท์บรีด(outbreed)

คำว่า “เอ๊าท์บรีด” จริงๆแล้วไม่ค่อยมีคนพูดถึงศัพท์คำนี้กันเท่าไหร่ แต่เผอิญว่าไหนๆก็ไหนๆ ในเมื่อพูดถึงครอสบรีด , อินบรีด , ไลน์บรีดกันไปแล้ว  เลยแถมคำว่าเอ๊าท์บรีดมาให้อีกคำไปเลยครับ เผื่อวันข้างหน้าเมื่อมีคนกล่าวถึงจะได้เก็ทโดยไม่ต้องมาถามเพิ่มกันทีหลัง

คำว่าเอ๊าท์บรีด(outbreed) ก็หมายถึงการผสมพันธุ์ปลาในสายพันธุ์เดียวกัน แต่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมของสายเลือด หรืออธิบายง่ายๆคือ การผสมพันธุ์โดยใช้ปลาสายพันธุ์เดียวกันแต่มาจากคนละที่หรือคนละต้นสายกัน เช่น ตัวผู้อาจจะเป็นปลาฟลาวเวอร์ฮอร์นสายราชบุรี ส่วนตัวเมียเป็นฟลาวเวอร์ฮอร์นสายปากน้ำ(ใช้ตัวที่สายปากน้ำพัฒนากันขึ้นมาเองนะ ไม่ใช่ไปหิ้วมาจากแหล่งเดียวกับพ่อพันธุ์สายราชบุรี~!!!)  จะเห็นได้ว่าเป็นปลาฟลาวเวอร์ฮอร์นเหมือนกันแต่ต่างที่มา ต่างการพัฒนาสายพันธุ์  ปลาทั้ง2สายนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด  นั่นแหล่ะครับ ที่เรียกว่าเอ๊าท์บรีด

การทำปลาแบบเอ๊าท์บรีดเป็นรูปแบบการทำปลาที่ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมีโอกาสที่จะสร้างรูปแบบใหม่ๆตามที่บรีดเดอร์ต้องการพัฒนาขึ้นมาได้  เช่น ปลาที่เอามาทำพ่อพันธุ์มีลักษณะแดงจัด+โหนกกระจาย..แต่ขาดมุก บรีดเดอร์ก็อาจจะหาแม่พันธุ์มุกจัดๆมาเพิ่มลูกเล่นให้กับตัวปลา  ซึ่งการหาปลาสายอื่นๆมาเติมเต็มจินตนาการเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เพราะ การพัฒนาสายพันธุ์แบบเอ๊าท์บรีด เราจะกำหนดลักษณะและทิศทางของลูกปลาที่จะออกมาได้ยากมากๆ ลูกปลาที่หวังไว้ว่าจะได้ออกมาแดงจัด+โหนกบึ้ม+มุกกระจาย  อาจจะกลายเป็นแดงหน่อยๆ + โหนกนิดๆ+มุกหล่อมแหล่ม 

หากมองในแง่ร้ายก็คือจุดเด่นที่เคยเห็นชัดๆกลายเป็นมีโผล่มาแบบครึ่งๆกลางๆไปหมด  แต่หากมองในแง่ดีจะเห็นได้ว่ามันก็ใกล้เคียงจินตนาการเข้ามาอีกก้าวหนึ่งแล้ว เพราะ ลูกปลาที่ได้ออกมานั้นมีทั้งแดง+โหนก+มุก แม้ว่ามันจะยังไม่แสดงผลให้เห็นชัดเจนในรุ่นลูกรุ่นนี้ก็ตาม แต่ยังไงซะ...สายเลือดที่ผ่านการผสมมาแบบนี้ มันก็มียีนแฝงที่มีแนวโน้มว่าจะพัฒนาต่อยอดไปได้อีกด้วยการย้ำรูปแบบตามที่ต้องการเข้าไปอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตัวอย่างการพัฒนาปลาแบบเอ๊าท์บรีด

< พ่อปลาแดง+โหนกสายA + แม่ปลามุกสายB = ลูกแดง+มุก+โหนก (สายAB) >

เมื่อได้ลูกปลาสายABแล้ว  เราก็จะพิจารณาภาพรวมของปลาในครอกนี้ว่ามีลักษณะเด่นและด้อยอย่างไรบ้าง เช่นสมมติว่าลูกปลาสายAB มีจัดเด่นที่สีค่อนข้างเด่น โหนกมีพอสมควรแต่ยังไม่ดีพอ ส่วนมุกมีแค่ประปราย เราก็จะทำการคัดตัวที่คิดว่าดีที่สุดในครอกมาผสมกับสิ่งที่มันขาดหายไปอีกครั้ง ในกรณีนี้อาจจะพยายามหาปลาสายมุกจัดๆ  และหัวโหนกๆ มาย้ำสายเข้าไปอีกครั้ง จะได้เป็น...

< พ่อAB(แดงดี+โหนกพอใช้+มุกน้อย) + แม่C(มุกจัด+โหนกใหญ่) = ลูกปลาABC >

เมื่อมีการย้ำมุกและโหนกเข้าไปแล้ว ลูกปลาชุด ABC อาจจะมีมุกที่ชัดเจนขึ้น หัวโหนกได้เร็วขึ้น แต่สีสันอาจจะด้อยลงมาจากเดิม  คราวนี้เราก็จะต้องหาแม่ปลาสายที่จะมาเสริมจุดอ่อนตรงนี้เพื่อย้ำจุดเด่นให้มันแสดงออกมาอีกครั้ง โดยอาจจะหาแม่ปลาสายอื่นๆที่ในครอกมีตัวผู้หัวโหนกเยอะๆ+แดงจัด+มีมุก(มากหรือน้อยก็ได้แต่ต้องมี ถ้ามีมุกเยอะด้วยจะยิ่งดีมาก) เพื่อดึงจุดเด่นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก คราวนี้จะได้เป็น.....

< พ่อABC(แดงปานกลาง+มุกดีขึ้น+โหนกดีขึ้น) + แม่ปลาสายD(แดงจัด+มีมุก+โหนกดี) = ลูกปลาABCD>

การย้ำแดง ย้ำมุก ย้ำโหนก ซ้ำๆเข้าไปแบบนี้จะทำให้ปลามีการพัฒนาไปตามที่บรีดเดอร์ต้องการได้อย่างช้าๆ จากตัวอย่างลูกปลาชุด ABCD อาจจะเป็นปลาที่มีความแดงสด+มุกสวย+โหนกขึ้นไว  เมื่อดูจากตัวอย่างและการพัฒนาสายพันธุ์จริง ๆ อาจจะแตกต่างกันอย่างมากมาย  กว่าที่บรีดเดอร์จะได้ปลาสวยอย่างที่ต้องการขั้นตอนของการพัฒนาสายพันธุ์อาจจะไม่จบใน 4-5ชั้น  หากโชคร้ายอาจจะต้องย้ำสายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปอีกไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่นกว่าจะได้ปลาตามลักษณะที่ต้องการ (ซึ่งในระหว่างนั้นอาจจะได้ปลาที่สวยกว่าที่คิดไว้หรือไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยก็ได้)   หรือหากทำบุญมาเยอะโชคดีหน่อยอาจได้เจอพ่อแม่พันธุ์ที่มีสายเลือดแมทช์กันเข้าพอดี  แค่รุ่นแรกหรือรุ่น2ที่คุณทำการเอ๊าท์บรีดไว้ ลูกอาจจะออกมาสวยจนเป็นที่ฮือฮากันทั้งวงการเลยก็ได้

การพัฒนาปลาแบบเอ๊าท์บรีดเปรียบเสมือนเส้นทางหลักในการพัฒนาสายพันธุ์ปลาที่มีมานาน ระหว่างการพัฒนาบางครั้งยากนักที่เราจะคาดการณ์อะไรล่วงหน้าเอาไว้ได้ เป็นเรื่องปกติหากปลาที่ทำออกมาแล้วยังไม่ได้ดั่งใจ แต่ก็มีให้เห็นบ่อยครั้งที่ปลาจากการพัฒนาแบบนี้ออกมาสวยแปลกตากว่าที่บรีดเดอร์จะคาดคิดไว้ซะอีก  ส่วนการอินบรีดและไลน์บรีดนั้น เปรียบเสมือนเส้นทางลัดเพื่อยึดลักษณะของปลารุ่นลูกรุ่นหลานให้สวยใกล้เคียงต้นแบบบรรพบุรุษให้มากที่สุด  

ไม่ว่าการครอสบรีด , อินบรีด , ไลน์บรีด หรือ เอ๊าท์บรีด ต่างก็มีข้อดีและข้อด้อยที่แตกต่างกันไป การที่จะเพาะปลาและพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้อย่างที่คุณต้องการนั้น บางทีก็ต้องอาศัยความพยายามผสานไปกับการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อใช้เป็นแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม
  
สุดท้ายก่อนจะจากกันไปในฉบับนี้ ผมขอเอาข้อความสั้นๆเกี่ยวกับการค้นคว้าของบาทหลวงชาวออสเตรียท่านหนึ่งและต้นถั่วที่กลายเป็นตำนานด้านพันธุกรรมศาสตร์มาฝากให้เพื่อนๆได้อ่านกันครับ....

 
“กฎแห่งการสืบสายเลือด หรือกฎของเมนเดลนั้นจะมีลักษณะเด่น (Dominant) และลักษณะด้อย (Recessive)”

เมื่อพ่อกับแม่ที่มีลักษณะเด่นมาผสมกันก็จะได้ลูกเด่นทั้งหมด แต่ถ้านำด้อยมาผสมกันก็จะได้ลูกลักษณะด้อยทั้งหมดเช่นกัน แต่ถ้านำเด่นกับด้อยมาผสมกันผลที่ได้ในรุ่นลูกคือ “เด่น” ทั้งหมดแต่ถ้านำไปผสมกันในรุ่นหลานก็จะได้ เด่นแท้-ด้อยแท้-เด่นไม่แท้ ในลักษณะ 1-1-2 ส่วน ลองดูตามตัวอย่าง ให้ถั่วต้นสูง (T) เป็นลักษณะเด่น และต้นเตี้ย (t) เป็นลักษณะด้อย
       
       1) ถั่วต้นสูง (T) + ถั่วต้นสูง (T) = ลูกสูงทั้งหมด (TT)
       2) ถั่วต้นเตี้ย (t) + ถั่วต้นเตี้ย (t) = ลูกเตี้ยทั้งหมด (tt)
       3) ถั่วต้นสูง (T) + ถั่วต้นเตี้ย (t) = ลูกสูงทั้งหมด (Tt)
       4) เอาลูกที่ได้จากข้อ 3
       ลูกสูงทั้งหมด (Tt) + ลูกสูงทั้งหมด (Tt) = ลูกสูงแท้ (TT) 25% , ลูกเตี้ยแท้ (tt) 25% ,ลูกสูงไม่แท้ (Tt) 50%
       5) เมื่อเอาเมล็ดถั่วสูงแท้ (TT) จากข้อ 4 ไปปลูกจะได้ลูกสูงหมด (TT) และเอาเมล็ดถั่วต้นเตี้ย (tt) ไปปลูก จะได้ลูกเตี้ยหมด (tt) เอาเมล็ดถั่วต้นสูงไม่แท้ (Tt) จะได้ถั่วชั้นลูกเหมือนกับข้อ 4
       
       เมนเดลได้ใช้เวลาทั้งชีวิตค้นคว้าในเรื่องนี้จนกระทั่งสิ้นใจโดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เขาค้นพบทำให้เขากลายเป็น “บิดาแห่งพันธุกรรม” ในเวลาต่อมา.....

 

 

สงวนสิทธิ์ในการนำบทความนี้ไปใช้งาน : หากต้องการนำบทความนี้ไปใช้ต้องได้รับอนุญาติจากเจ้าของบทความเท่านั้นครับ
หัวข้อโดย : Gold-E เขียนเมื่อ : ' มิ.ย. 50
ห้องบทความ I บทความก่อนหน้านี้ I บทความต่อไป
ต้องการอ่านตอนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
 



หน้าแรก | สมัครสมาชิก | เข้าสู่ระบบ | ช่วยเหลือ | ถาม-ตอบ
เกี่ยวกับเรา | ติดต่อทีมงาน | นโยบายความเป็นส่วนตัว | ระเบียบปฎิบัติ และ เงื่อนไขการใช้งาน

FishRooM มีเพื่อน ๆ เข้ามาเยี่ยมชมถึง ครั้งแล้วนะคร้าบ บ บ บ~!!"

FishRoom.org All right reserved Copyright (c) 1999-2006.