หน้าแรก >>    เวบบอร์ด >>    ตลาดซื้อขายปลา >>    ตลาดซื้อขายอื่นๆ >>    บทความ >>    รวมร้านค้าปลาทั่วประเทศ >>
ว่าด้วยเรื่อง แร่ธาตุแต่ละชนิดและปริมาณแร่ธาตุที่ปลาต้องการ #FishRooM #Website for CrossBreeD LoveR#เว็บไซต์สำหรับคนรักปลาหมอสีครอสรีด#
แสดงความคิดเห็นคลิ๊กที่นี่

 ว่าด้วยเรื่อง แร่ธาตุแต่ละชนิดและปริมาณแร่ธาตุที่ปลาต้องการ 
หน้าที่ของแร่ธาตุแต่ละชนิดและปริมาณแร่ธาตุที่ปลาต้องการมีดังต่อไปนี้ คือ
1. แร่ธาตุหลัก หมายถึง แร่ธาตุที่สัตว์น้ำต้องการในปริมาณมากได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม คลอรีน โปแตสเซียม ซัลเฟอร์ และแมกนีเซียม


แคลเซียม (calcium) ประมาณ 99%ของแคลเซียมในปลาสะสมที่กระดูกอีก 1% ทำหน้าที่เกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จำเป็นภายในร่างกาย ซึ่งได้แก่การแข็งตัวของเลือด การหดตัวของกล้ามเนื้อ การทำงานของระบบประสาท การจัดระบบสมดุลในร่างกาย


สัตว์น้ำส่วนมากสามารถดูดซึมแคลเซียมจากน้ำได้ แคลเซียมที่ดูดซึมได้เกือบทั้งหมดจะสะสมในกระดูกซึ่งแสดงให้เห็นว่าหน้าที่หลักของแคลเซียมคือเป็นโครงสร้าง การที่สัตว์น้ำสามารถดูดซึมแคลเซียมจากน้ำได้ทำให้สัตว์น้ำต้องการแคลเซียมจากอาหารน้อยลง หรือแทบจะไม่ต้องการเลย สัตว์น้ำจะดูดซึมแคลเซียมจากน้ำได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ




รูปที่ 7.1 หน้าที่ของแร่ธาตุแต่ละชนิดและปริมาณแร่ธาตุที่ปลาต้องการ



1. ปริมาณแคลเซียมในน้ำ ถ้าน้ำมีแคลเซียมต่ำกว่าปกติ สัตว์น้ำจะดูดซึมแคลเซียมจากน้ำได้เร็วขึ้น เพื่อชดเชยกับปริมาณแคลเซียมที่มีน้อย


2. ปริมาณฟอสฟอรัสในน้ำและในอาหาร สัตว์น้ำจะดูดซึมแคลเซียมจากน้ำได้มากขึ้นถ้าปริมาณฟอสฟอรัสในน้ำหรือในอาหารมีมากพอ การควบคุมปัจจัยที่มีผลต่อการดูดซึมแคลเซียมจากน้ำกระทำได้ยากมาก เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ปลาอาศัย ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดธาตุแคลเซียมในตัวปลา ในอาหารปลาจึงควรมีแคลเซียมอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการ คือประมาณ 0.3 - 0.5% แคลเซียมในปริมาณดังกล่าวอาจมาจากวัตถุดิบ หรือเติมลงไปในอาหารในรูปอนินทรีย์สารก็ได้


ฟอสฟอรัส (phosphorus) ฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก ประมาณ 88% ของฟอสฟอรัสในตัวปลาสะสมที่กระดูก ที่เหลือมีความสำคัญต่อการสร้างพลังงาน เป็นองค์ประกอบของผนังเซลล์ เป็นรหัสของกรรมพันธุ์ควบคุมการสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ปลาสามารถดูดซึมฟอสฟอรัสจากน้ำได้เช่นเดียวกับแคลเซียม แต่เนื่องจากปริมาณฟอสฟอรัสในน้ำมีต่ำมาก อาหารปลาจึงควรมีฟอสฟอรัสอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของปลา จากการศึกษาพบว่าปลาสามารถดูดซึมฟอสฟอรัสจากอาหารได้ดีกว่าฟอสฟอรัสจากน้ำถึง 200 เท่า จากปัญหาและข้อจำกัดของการใช้ฟอสฟอรัสจากแหล่งต่าง ๆ ทำให้ต้องมีการเติมฟอสฟอรัสในอาหารโดยใช้สารประกอบโมโนแคลเซียมฟอสเฟต หรือไดแคลเซียมฟอสเฟต เพื่อให้อาหารมีฟอสฟอรัสที่ใช้ประโยชน์ได้อยู่ประมาณ 0.4-0.5% ซึ่งจะเพียงพอสำหรับปลาทั่วไป


แมกนีเซียม (magnesium) ประมาณ 70% ของแมกนีเซียมในปลาจะอยู่ที่กระดูกและเกล็ดที่เหลือทำหน้าที่เกี่ยวกับการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต และเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของแคลเซียมและฟอสฟอรัส ปลาสามารถดูดซึมแมกนีเซียมจากน้ำได้เช่นเดียวกับแคลเซียม ปกติในน้ำจืดมีแมกนีเซียมอยู่ประมาณ 7 มิลลิกรัมต่อลิตร และน้ำทะเลมีแมกนีเซียมสูงถึง 1,350 มิลลิกรัม ดังนั้นปลาน้ำจืดจึงต้องการแมกนีเซียมในอาหารเพียงเล็กน้อย หรือประมาณ 0.04-0.05% ในขณะที่ปลาทะเลไม่ต้องการแมกนีเซียมในอาหารสมทบ ปกติในวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารปลาจะมีแมกนีเซียมสูงเพียงพอต่อความต้องการของปลาอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเติมแมกนีเซียมในอาหารปลาอีก


โซเดียม, โพแทสเทียม และคลอรีน (sodium, potassium, chlorine) แร่ธาตุทั้งสามมีความจำเป็นต่อการจัดระบบสมดุล และรักษาสภาพกรดและด่างของของเหลวภายในร่างกาย ปลาสามารถดูดซึมธาตุทั้งสามจากน้ำได้อย่างเพียงพอ ปลาน้ำจืดดูดซึมธาตุทั้งสามผ่านทางเหงือก ส่วนปลาทะเลดูดซึมผ่านทางเดินอาหาร โดยการกินน้ำทะเลเข้าไป การเติมเกลือแกงซึ่งประกอบด้วยธาตุโซเดียม และคลอรีนในอาหาร ไม่มีผลทำให้ปลาเจริญเติบโตขึ้นแต่อย่างไร และเนื่องจากปลาสามารถควบคุมธาตุทั้งสามในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกลือแกงในอาหารสูงถึง 12% ก็ไม่ให้โทษต่อปลา


ซัลเฟอร์ (sulfur) ไม่มีรายงานว่าปลาต้องการธาตุกำมะถันในปริมาณเท่าใด การเติมธาตุกำมะถันในอาหารสัตว์บก จะช่วยลดความต้องการกรดอมิโน เมไทโอนีน ซีสตีน และซิสเตอีน ลงได้บ้าง แต่ประโยชน์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันในสัตว์น้ำ อย่างไรก็ดีหากอาหารปลามีกรดอมิโนที่กล่าวมาอยู่เพียงพอก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเติมธาตุกำมะถันลงไปอีก


2. แร่ธาตุรอง หมายถึง แร่ธาตุที่สัตว์น้ำต้องการในปริมาณน้อย ได้แก่ เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โคบอลต์ ซีลีเนียม ไอโอดีน และสังกะสี


เหล็ก (iron) ประมาณ 70% ของธาตุเหล็กในตัวปลาทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบของเม็ดเลือดแดงธาตุเหล็กจึงมีความสำคัญต่อการหายใจของปลา ปลาที่ขาดธาตุเหล็กจะเป็นโรคโลหิตจาง ธาตุเหล็กที่อยู่ในน้ำมักอยู่ในรูปละลายน้ำ (เฟอร์ริกไฮดรอกไซด์) ทำให้ปลานำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ธาตุเหล็กในวัตถุดิบอาหารที่มาจากพืชมักจับตัวกับกรดไฟติกทำให้ปลาไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ วัตถุดิบที่มาจากสัตว์จะมีธาตุเหล็กสูง ดังนั้นอาหารที่มีวัตถุดิบที่มาจากสัตว์น้อย ควรได้รับการเติมธาตุเหล็กให้เพียงพอต่อความต้องการ ปลาน้ำจืดต้องการธาตุเหล็กในอาหารประมาณ 30 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม


ทองแดง (copper)ธาตุทองแดงจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง เกี่ยวข้องกับการพัฒนาของกระดูกและเป็นองค์ประกอบสำคัญของเลือดของกุ้งและปู ในอาหารปลาควรมีธาตุทองแดงอยู่ระหว่าง 1.5-5 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เพื่อให้การเจริญเติบโตและการสร้างเม็ดเลือดของปลาเป็นไปอย่างปกติ ถ้าในอาหารมีธาตุทองแดงเกิน 10 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม จะทำให้ปลาโตช้าและเป็นโรคโลหิตจางเพราะธาตุทองแดงขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก


แมงกานีส (manganese) แมงกานีสเป็นองค์ประกอบของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเผาผลาญโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต แมงกานีสในปริมาณ 12-13 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทำให้ปลาเจริญเติบโตได้อย่างปกติ อาหารปลามักจะเติมด้วยแมงกานีสในปริมาณที่สูงกว่าปลาต้องการ เพราะกรดไฟติกในวัตถุดิบอาหารสามารถจับตัวกับแมงกานีสทำให้ปลาดูดซึมแมงกานีสได้น้อยลง


โคบอลต์ (cobalt) ปลาต้องการโคลบอลต์เพื่อใช้สร้างวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง อาหารปลาควรมีโคบอลต์ในปริมาณ 0.05 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม


ซีลีเนียม (selenium) ยังไม่ทราบแน่นอนถึงความสำคัญของซีลีเนียมต่อปลาสันนิษฐานกันว่าซีลีเนียมทำหน้าที่คล้ายวิตามินอี เพราะปลาที่ขาดซีลีเนียมมีอาการคล้ายคลึงกับปลาที่ขาดวิตามินอี คือกล้ามเนื้อลีบ อาหารปลาที่ขาดซีลีเนียม มักเป็นอาหารปลาที่มีข้าวโพด กากถั่วเหลือง และธัญพืชอื่น ๆ ที่ปลูกในดินที่มีคุณภาพต่ำ จึงจำเป็นต้องเติมซีเลียมในอาหารดังกล่าว ในปริมาณ 0.15-0.40 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ถ้าในอาหารมีซีลีเนียมสูงเกินไป (13 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม) จะทำให้ปลาโตช้าและอัตราการตายสูง


ไอโอดีน (iodine) ไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของฮอร์โมนที่ช่วยป้องกันโรคคอหอยพอกในปลา ไม่มีข้อมูลที่แน่นอนว่าปลาต้องการไอโอดีนในปริมาณเท่าใด อย่างไรก็ตาม ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดี ถ้าเลี้ยงด้วยอาหารที่มีไอโอดีนอยู่ 1-5 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม อาหารปลาซึ่งไม่มีปลาป่นเป็นองค์ประกอบ ควรได้รับการเติมไอโอดีนในปริมาณดังกล่าว


สังกะสี (zinc) ธาตุสังกะสีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยโปรตีน การเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ป้องกันการแข็งตัวของเนื้อเยื่ออีปิธิลเลียลและจำเป็นต่อการสะสมฮอร์โมนอินซูลิน ปลาต้องการธาตุสังกะสีประมาณ 15-30 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม แต่เนื่องจากแคลเซียมในปลาป่น และกรดไฟติกในกากถั่วเหลืองขัดขวางการดูดซึมของธาตุสังกะสี อาหารปลาจึงควรมีธาตุสังกะสีประมาณ 150 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม


นอกจากแร่ธาตุทั้งสองกลุ่มดังกล่าวแล้วยังมีแร่ธาตุอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสัตว์น้ำมีความต้องการน้อยมาก แต่มีความสำคัญต่อสัตว์น้ำ ปริมาณความต้องการยังไม่ทราบแน่นอน ได้แก่ โมลิบดินัม โครเมียม อาร์เซนิค นิเกิล อลูมินัม ฟลูโอรีน โบรมีน และโบรอน
โดย : Zyberfish  วันที่ : 2 ต.ค. 51 เวลา : 03:51:39
พิมพ์ ลบหัวข้อนี้

  คำตอบที่ : 1
8888888+
โดย : Discus GreenFish วันที่ : 2 ต.ค. 51 เวลา : 09:11:30

  คำตอบที่ : 2
อ๊ะ ความรู้ทั้งนั้น...แจ่ม...!!!
โดย : argentine_tah วันที่ : 2 ต.ค. 51 เวลา : 10:26:51

  คำตอบที่ : 3
โดย : L1977 >~FrEEd๐m~F!sh~< วันที่ : 2 ต.ค. 51 เวลา : 11:57:00

  คำตอบที่ : 4
..ปั๊มแผ่นที่กำลังเป็นข่าวอยู่อะปล่าววพี่แอล...
โดย : Tuktuii วันที่ : 2 ต.ค. 51 เวลา : 12:48:29

  คำตอบที่ : 5
โดย : ปลาไทย ปลาไทย วันที่ : 2 ต.ค. 51 เวลา : 18:32:05

  คำตอบที่ : 6
บทความคุ้นจัง!
โดย : peetee "นิ้วเด้ง" วันที่ : 2 ต.ค. 51 เวลา : 21:47:12



ต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณา Login ก่อนนะครับ หรือ คลิ๊กที่นี่